ReadyPlanet.com
dot dot
bulletHome
dot
New U New Look Column
dot
bulletBeauty & Health
bulletNew U... by yourselves
bulletแผนที่ New U New Look Club
bullet กฏ.. กติกา.. มารยาท..
bulletNewUNewLook Shop
dot
108 คำถามยอดฮิต !!
dot
bulletBefore & After Make Up
bulletสารพันปัญหา..สิว
bulletฝ้า กระ จุดด่างดำ
bulletผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
bulletข่าวสาร น่ารู้
bulletคลังกระทู้เก่า
dot
สนใจคอร์สฝึกอบรม

dot
dot
เวปเพื่อนบ้าน
dot
bulletPantip
bulletSanook
bulletผู้จัดการ
bulletNarak
bulletHunsa
bulletKapook
bulletSiamguru
bulletGoogle
bulletClinicRak
bulletcheckprice
bulletBangkok Hotels
bulletThai Web Index
bulletRimnam
bulletTCOT Towel




ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

อยากทราบว่าถ้ากินอาหารเสริมหลายๆชนิด รวมกันจะเป็นอันตรายมั๊ยค๊ะ

การรับประทานอาหารเสริมหลาย ๆ ชนิดรวมกันเป็นอันตรายหรือไม่ คงต้องพิจารณากันในเรื่องต่อไปนี้

1. ความน่าเชื่อถือของตัวผลิตภัณฑ์ โดยพิจารณาจากมาตรฐานโรงงานผลิต แหล่งของวัตถุดิบที่เลือกใช้

2. ศึกษาประโยชน์ที่จะได้จากอาหารเสริมแต่ละชนิด โดยหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้หลาย ๆ แหล่ง อย่าเชื่อแต่เพียงคำโฆษณาผลิตภัณฑ์

 

ถ้าทานไฟเบอร์ชนิดเม็ดควบคู่กับการรับประทานอาหาร ผัก ผลไม้ จะทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติหรือไม่คะ

 

 การทานไฟเบอร์ชนิดเม็ดจะช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ โดยอย่าลืมดื่มน้ำตามมาก ๆ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้วต่อวันเพื่อช่วยในการทำงานของเส้นใยอาหาร

แต่การเลือกบริโภคไฟเบอร์ก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาด้วย ไฟเบอร์หรือที่เราเรียกว่าเส้นใยนั้น มี 2 ประเภท คือ

1. ประเภทที่ละลายน้ำได้ ซึ่งพบได้ในผัก ผลไม้ต่าง ๆ ยางพืช วุ้นจากพืช และถั่วบางชนิด เส้นใยเหล่านี้มีประโยชน์ในการช่วยให้ระดับไขมันและน้ำตาลในกระแสเลือดอยู่ในระดับปกติ

2. ประเภทที่ไม่ละลายน้ำ พบได้ในพืช และธัญพืชต่าง ๆ รวมทั้งบริเวณผิวของผลไม้ เส้นใยชนิดนี้ช่วยทำให้ลำไส้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อสุขภาพที่ดี ร่างกายคนเราจำเป็นต้องบริโภคอาหารที่มีเส้นใยในปริมาณ 25-30 กรัมต่อวัน สิ่งที่ควรระวังคือ ไม่ควรเลือกบริโภคเส้นใยอาหารเพียงประเภทใด ประเภทหนึ่ง เพราะเส้นใยทั้งที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ จะต้องทำงานด้วยกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบการย่อยและขับถ่าย

วิธีที่ดีที่สุดที่จะได้รับเส้นใยทั้ง 2 ประเภท คือ รับประทานอาหารหลากหลายชนิดที่มีส่วนผสมของเส้นใยทั้ง 2 ประเภททุก ๆ วัน ไม่ว่าจะเป็น ผัก ผลไม้สด เมล็ดถั่วและธัญพืชต่าง ๆ ปัญหาอยู่ที่ว่ารูปแบบการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน เรามักจะบริโภคอาหารสำเร็จรูปมากขึ้น อิทธิพลของอาหารฟาสต์ฟู้ด ทำให้เรารับประทานอาหารที่มีเส้นใยน้อยลงไปทุกที

ทางเลือกในยุคปัจจุบัน ผู้คนจึงหันมาสนใจบริโภคเส้นใยที่แปรรูป ที่เราเรียกกันว่า "ไฟเบอร์" กันมากขึ้น ซึ่งมีหลากหลายยี่ห้อให้เลือกซื้อ ก่อนตัดสินใจลองอ่านฉลากด้านข้างว่า มีคุณสมบัติต่าง ๆ เหล่านี้หรือไม่

- เส้นใยธรรมชาติที่ดีควรมีส่วนผสมจากพืชทั้ง 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผักและผลไม้ 40% กลุ่มเมล็ดธัญพืช 40% กลุ่มเมล็ดถั่วต่าง ๆ 20%

- มีอัตราส่วนของเส้นใยที่ละลายน้ำ กับเส้นใยที่ไม่ละลายน้ำ ในอัตราส่วน 1 : 3 ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่ได้ผลในการควบคุมคอเลสเตอรอลและการขับถ่ายได้ผลสูงสุด

(บริษัทผลิตเส้นใยอาหารบางยี่ห้อ จะผลิตเส้นใยอาหารจากเส้นใยที่ละลายน้ำได้เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีส่วนผสมของเส้นใยที่ไม่ละลายน้ำ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อลดน้ำหนักเพียงอย่างเดียว โดยอาศัยการพองตัวของเส้นใยที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกอิ่ม)

 

อยากทราบว่า ไบโอติน กินแล้วช่วยแก้ปัญหาผมร่วงได้จริงหรือเปล่า ตอนนี้ผมร่วงมากเลย

 

วิตามิน บี7 (ไบโอติน)
ไบโอตินเป็นหนึ่งในกลุ่มวิตามินบีคอมเพล็กซ์ มีหน้าที่ช่วยในกระบวนการเมตาบอลิซั่มของกรดไขมัน และกรดอะมิโน ช่วยถนอมผิวพรรณให้ปกติ รักษาโรคทางระบบประสาท เช่น โรคนอนไม่หลับ โรคซึมเศร้า ไบโอตินพบได้ใน ตับ ถั่วต่าง ๆ ผลไม้ ยีสต์ มะเขือเทศ ไข่แดง นม บรูเวอร์ยีสต์ และร่างกายเราสามารถสังเคราะห์ไบโอตินได้จากแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้

ประโยชน์ของไบโอตินคือ ไบโอตินเป็นสารที่มีความจำเป็นต่อขบวนการเมตาโบลิซั่มหรือการเผาผลาญพลังงานจากทั้งคาร์โบไฮเดรต (แป้ง น้ำตาล) และโปรตีน ในแต่ละวันร่างกายคนเราต้องการไบโอตินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ถ้าขาดไปขบวนการใช้พลังงานต่าง ๆ ในร่างกายก็ผิดปกติ และพบว่าคนที่ขาดไบโอตินนั้นจะมีปัญหาเรื่องของผมหงอกก่อนวัย ผมหลุดร่วง ศีรษะล้าน มีผิวหนังแห้ง อักเสบได้ง่าย เล็บเปราะหัก บางครั้งมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ อาจมีอาการซึมเศร้าได้ด้วย

ร่างกายคนเราต้องการไบโอตินต่อวันเป็นจำนวนน้อยมาก แค่ 100 - 150 ไมโครกรัม (ไมโครกรัม คือ 1 ในล้านของ 1 กรัม) ค่า RDA ในประเทศไทยนั้นกำหนดว่าเราควรจะได้รับไบโอตินวันละ 150 ไมโครกรัม ซึ่งดูเหมือนว่าโอกาสที่จะได้รับไบโอตินจากการกินอาหารอย่างเพียงพอไม่น่าจะขาดแคลน และบางส่วนยังสามารถสังเคราะห์ได้จากแบคทีเรียในลำไส้อีกด้วย

แต่จากการสำรวจอาหารที่คนเรารับประทานพบว่า ไบโอตินมีอยู่ในอาหารในปริมาณที่น้อยมาก เช่น
- ในตับ 1 ขีด หรือ 100 กรัม จะมีไบโอติน 100 ไมโครกรัม
- ในถั่วเหลือง 100 กรัม จะมีไบโอตินเพียงแค่ 60-70 ไมโครกรัม
- ซีเรียล 100 กรัม จะมีไบโอตินเพียงแค่ไม่ถึง 30 ไมโครกรัม
- ผลไม้และเนื้อสัตว์ยิ่งมีไบโอตินน้อยมาก ในผลไม้หรือสเต๊คเนื้อ 100 กรัมนั้น มีไบโอตินเพียงแค่ 0.6-2.3 ไมโครกรัมเท่านั้น คงต้องรับประทานอาหารพวกนี้เป็นปริมาณมาก ๆ ถึงจะได้รับไบโอตินเพียงพอกับความต้องการในแต่ละวัน

การรับประทานยาปฏิชีวนะเป็นระยะเวลานาน ๆ และคนสูงอายุ ก็พบว่าเป็นสาเหตุให้การสังเคราะห์ไบโอตินในลำไส้ลดลง

ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าคนส่วนหนึ่งอาจจะขาดไบโอตินโดยไม่รู้ตัว และทำให้มีปัญหาเล็บเปราะ ฉีกขาดง่าย ผมหงอกก่อนวัย หรือผมไม่แข็งแรง หลุดร่วงก่อนวัยอันสมควร และนี่เองคือที่มาของหลักการนำอาหารเสริมวิตามินไบโอตินมารับประทานเพื่อช่วยเสริมให้รากผมแข็งแรง ป้องกันหรือระงับการหลุดร่วงหรือผมหงอกก่อนวัย รวมทั้งช่วยให้มีเส้นผมใหม่ที่ขึ้นมาแข็งแรงกว่าเดิมด้วย นอกจากนี้ยังพบว่าไบโอตินยังช่วยให้เล็บแข็งแรงในคนที่มีปัญหาเล็บเปราะ เล็บแตกหักง่าย ในต่างประเทศแนะนำให้รับประทานกันตั้งแต่ 600 - 2,400 ไมโครกรัม หรือเพียงแค่ 0.6-2.4 มิลลิกรัมเท่านั้น และรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่เป็นอันตราย เพราะไบโอตินอยู่ในกลุ่มของวิตามินบีซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ หากรับประทานมากเกินไปร่างกายจะขับถ่ายออกมาได้เอง โดยที่ไม่มีการสะสมเป็นส่วนเกินในร่างกาย

ที่สำคัญมีการวิจัยพบว่าเด็กที่มีปัญหาผื่นผิวหนังอักเสบ หรือผมร่วงจากการขาดแร่ธาตุไบโอตินนี้ เมื่อได้รับการฉีดไบโอตินวันละ 5 - 10 มิลลิกรัม หรือคิดเป็น 5,000 - 10,000 ไมโครกรัมต่อวัน ต่อเนื่องกันนานเป็นเดือน ก็ไม่มีอันตราย แม้จะเป็นเด็กทารกตัวนิดเดียว ดังนั้นการที่คนเราตัวใหญ่ ๆ รับประทานไบโอตินวันละ 2.4 มิลลิกรัม ก็ไม่น่าจะเป็นอันตราย

โดยสรุปไบโอตินนับเป็นวิตามินหรืออาหารเสริมชนิดหนึ่ง ที่มีบทบาทต่อการเสริมสุขภาพเส้นผมและเล็บให้แข็งแรง ช่วยบรรเทาอาการผมหลุดร่วง ช่วยไม่ให้ผมหงอกไว และช่วยให้ผู้หญิงที่ผมบางหรือผู้ชายที่ศีรษะล้านมีความหวังใหม่ในการทะนุบำรุงเส้นผมให้มีอายุยืนยาวนานยิ่งขึ้น แต่ว่าถ้าผมหลุดร่วงจนศีรษะล้านเลี่ยนแล้ว การรับประทานไบโอตินอย่างเดียวคงไม่ค่อยเห็นผล คงต้องรับประทานยาอื่น หรืออาจจะต้องทำการผ่าตัดปลูกเส้นผมเพื่อช่วยแก้ไขปัญหานี้

ภาวะขาดไบโอติน
อาหารธรรมดามีไบโอตินเพียงพอ แต่ผู้ที่ชอบทานไข่ดิบเป็นประจำ ไข่ขาวดิบจะรวมตัวกับไบโอติน ขัดขวางการย่อยและดูดซึมโปรตีนในกระเพาะ และลำไส้ ผู้ทานไข่ดิบคราวละหลายฟองอยู่เสมอ มีโอกาสขาดไบโอตินสูงกว่าคนอื่น ควรต้มไข่ให้สุกเพื่อขจัดปัญหานี้ แบคทีเรียในลำไส้สามารถสร้างไบโอตินขึ้นเองได้ แต่ผู้ที่ทานยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ ตัวยาจะทำลายแบคทีเรียชนิดนี้ เป็นผลให้ร่างกายมีไบโอตินลดลง

ภาวะการขาดไบโอติน ผิวหนังจะเกิดผดผื่น ขนร่วง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน

อยากลดความอ้วน แต่ไม่อยากทานยา ทำอย่างไรดีคะ

 

ก่อนอื่น ลองมาดูเกณฑ์ประเมินว่าคุณเป็นคนอ้วนหรือไม่ โดยคำนวณ ค่า ดัชนีมวลกาย(body mass index) คือ เอา นน.ตัว(หน่วย กก.) หารด้วย ส่วนสูง (หน่วย เมตร) ยกกำลังสอง ถ้าได้ค่า อยู่ ระหว่าง 18.5 - 25 (กก.ต่อ ตารางเมตร) ถือว่านน.ตัวยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ถ้าเกิน 25 แปลว่าอ้วนแล้วค่ะ คนที่เป็นโรคอ้วน มักมีความทุกข์ใจ และปัญหาสุขภาพอื่นๆตามมา เช่น ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ซึมเศร้า ปวดขา ปวดข้อเข่า ข้อเท้าบวม ถ้านน.ตัวมากเกินอาจทำให้ข้อกระดูกต่างๆเสื่อม เช่น ข้อเข่า สะโพก และเสี่ยงกับโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคถุงน้ำดี โรคเก๊าต์ ภาวะผนังเลือดแดงแข็ง โรคหัวใจ

สาเหตุ
1. เกิดจากรับประทานอาหารมากเกินไป ขาดการออกกำลัง พลังงานที่เหลือถูกสะสมในรูปไขมัน
2. รับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่นเค้ก ขนมหวาน
3. คนจำนวนมากจะอ้วนขึ้นตามอายุที่มากขึ้น เนื่องจากยังคงกินอาหารแบบเดิม ในปริมาณเท่าเดิม เหมือนกับตอนที่ยังเป็นหนุ่ม สาวในขณะที่ร่างกายยังกระฉับกระเฉง แต่พออายุมากขึ้น กิจกรรมต่างๆที่เคยทำนั้นลดลง

อาหารที่ควรบริโภค
1. ผัก ผลไม้สด ถั่วเขียว ถั่วเหลือง
2. ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท
3. ปลา เนื้อแดง เนื้อเป็ด เนื้อไก่ ที่ลอกหนังออกแล้ว

อาหารที่ไม่ควรบริโภค
1. อาหารที่มีไขมันทุกชนิด ผลิตภัณฑ์นมไขมันครบส่วน
2. อาหารว่างที่มัน รสจัด ได้แก่ เค้ก ขนมบิสกิต มันฝรั่งทอด ถั่วลิสง เมล็ดมะม่วงหิมพานต์
3. เนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง ได้แก่ ขาหมู หมูสามชั้น กุนเชียง ไส้กรอก เบคอน

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.
http://www.newunewlook.com